พิมพ์

การเมือง

ความสัมพันธ์ไทย - เยอรมนี

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์กับเยอรมนีเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2405 โดยการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและการเดินเรือระหว่างกันระหว่างปี 2426-2430 ดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับอัครราชทูต โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน เมื่อปี 2430 จัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงเบอร์ลินสำหรับเอกอัครราชทูต

เมื่อเยอรมนีได้แบ่งออกเป็นสองประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยได้จัดตั้งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเบอร์ลิน ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมอดีตเยอรมนีตะวันออกทั้งหมด ต่อมาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2542 ได้ย้ายสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ไปอยู่ กรุงเบอร์ลิน พร้อมกันนั้น ได้จัดตั้งสำนักงานสถานเอกอัครราชทูตสาขากรุงบอนน์ขึ้น แต่ได้ปิดทำการไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2544 และได้มีการเปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545

ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นได้ด้วยความราบรื่น และจะครบรอบ

150 แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2555 ที่ผ่านมาสองประเทศที่มีความสัมพันธ์

ที่ใกล้ชิด เป็นหนึ่งในประเทศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ส่งพระราชโอรสหลายพระองค์ศึกษาเพื่อนำความรู้และวิทยาการมาพัฒนาประเทศ อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ("พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิม") พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี (คนไทยคนแรกที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ และ เป็นเจ้านายพระองค์แรกและเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่จบการศึกษาในวิชาระดับปริญญาเอก) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ("พระบิดาของวิทยาศาสตร์เภสัชกรรมแห่งประเทศไทย") สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (“พระบิดาแห่งการแพทย์”) นอกจากนี้ ยังทรงรับผู้เชี่ยวชาญและวิทยาการจากเยอรมันมาพัฒนาประเทศ อาทิ นาย Karl Siegfried Döring การก่อสร้างทางรถไฟของประเทศซึ่งวิศวกรเยอรมันได้มีส่วนคุมการก่อสร้าง อีกทั้งหลังคารูปโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชวังดุสิต ซึ่งผลิตจากโรงหล่อในประเทศเยอรมนีเเละขนส่งมายังประเทศไทยทางเรือ