Royal Thai Embassy, Berlin

ความสัมพันธ์ทางการทูต

ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เยอรมนี

      ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับรัฐอิสระของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมายาวนาน โดยเมื่อปี 2401 ไทยได้ทำสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือกับ 3 รัฐอิสระของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation between the Kingdom of Siam and the Hanseatic Republics) ซึ่งได้แก่ ลือเบค (Lübeck) เบรเมน (Bremen) และฮัมบูร์ก (Hamburg) และเมื่อปี 2551 ถือเป็นการครบรอบ 150 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการค้า

      ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2405 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเยอรมนี โดยการทำสนธิสัญญาทางไมตรี การค้า และการเดินเรือระหว่างกัน (Treaty of Amity, Commerce and Navigation with Prussia, in the name of the German Customs and Commercial Union) โดยไทยได้เริ่มดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตในระดับอัครราชทูต (ปี 2426-2498) ซึ่งในระยะแรกมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน และในปี 2430 จึงได้จัดตั้งสถานอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน เป็นครั้งแรก

      ต่อมาเมื่อปี 2498 ซึ่งเยอรมนีอยู่ในช่วงระหว่างการแบ่งออกเป็นสองประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูต โดยได้จัดตั้งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ มีเขตอาณาครอบคลุมเยอรมนีตะวันตก และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเบอร์ลิน มีเขตอาณาครอบคลุมเยอรมนีตะวันออก โดยมีหลวงชำนาญนิติเกษตร (อุทัย แสงมณี) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ เป็นคนแรก

      ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2542 หลังจากมีการรวมประเทศและย้ายที่ทำการของรัฐสภาและรัฐบาลสหพันธ์จากกรุงบอนน์ไปยังกรุงเบอร์ลิน ไทยได้ย้ายสถานเอกอัครราชทูตจากกรุงบอนน์ไปยังกรุงเบอร์ลิน นายกษิต ภิรมย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงบอนน์ ในขณะนั้นได้เข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน
คนแรกภายหลังการรวมประเทศเยอรมันตะวันตก/ตะวันออก สำหรับที่ทำการเดิมที่กรุงบอนน์ได้จัดตั้งเป็นสำนักงานสถานเอกอัครราชทูตสาขากรุงบอนน์ขึ้น แต่ได้ปิดทำการไปเมื่อวันที่
31 ธ.ค. 2544 และเปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2545

      ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นได้ด้วยความราบรื่น ที่ผ่านมาสองประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด
โดยเยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งพระราชโอรสหลายพระองค์ไปศึกษาเพื่อนำความรู้และวิทยาการมาพัฒนาประเทศ อาทิ

      - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ("พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิม")ทรงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเสนาธิการแห่งเยอรมนี

      - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ("พระบิดาของวิทยาศาสตร์เภสัชกรรมแห่งประเทศไทย") ทรงเริ่มศึกษาระดับมัธยมที่เมือง Heilbrostadt และทรงเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย Heidelberg สาขากฎหมายและการศึกษา รวมทั้งได้ทรงเข้าเรียนวิชาเกี่ยวกับการแพทย์เป็นการส่วนพระองค์ด้วย

      - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี (คนไทยคนแรกที่จบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ และ เป็นเจ้านายพระองค์แรกและเป็นคนไทยคนที่ 2 ที่จบการศึกษาในวิชาระดับปริญญาเอก)ทรงศึกษาสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิวนิก และหลังจากนั้นทรงสำเร็จการศึกษา
ในหลักสูตรปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย
 Tübingen

      - สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (พระบิดาแห่งการแพทย์”) ทรงศึกษาวิชาทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยชั้นต้นเมือง Potsdam และศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยชั้นสูงที่เมือง Gross-Lichterfelde เป็นเวลา ปี ทรงสอบสำเร็จวิชาทหารบกด้วยคะแนนดีมาก แล้วจึงทรงเข้าศึกษาทหารเรือต่อที่ Imperial German Naval College ที่เมือง Flensburg Mürwik โดยทรงสอบได้ที่ 1 และทรงได้รับการประดับยศเรือตรีแห่งกองทัพเรือเยอรมัน ในปีสุดท้าย ทรงชนะการประกวดการออกแบบเรือดำน้ำ ทรงรับราชการในกองทัพเรือเยอรมันเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะเสด็จนิวัติประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2468 ทรงเสด็จกลับยุโรปอีกครั้ง เพื่อทรงศึกษาการแพทย์ สาขากุมารเวชศาสตร์ ที่เมือง Heidelberg ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ ได้เสด็จพระราชสมภพ ที่เมือง Heidelberg ในปี 2468

      นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงรับผู้เชี่ยวชาญและวิทยาการจากเยอรมนีมาพัฒนาประเทศเช่นกัน อาทิ นาย Karl Siegfried Döring การก่อสร้างทางรถไฟของประเทศซึ่งวิศวกรเยอรมันได้มีส่วนคุมการก่อสร้าง อีกทั้งหลังคารูปโดมของพระที่นั่งอนันตสมาคมในพระราชวังดุสิต ซึ่งผลิตจากโรงหล่อในเยอรมนีเเละขนส่งทางเรือมายังประเทศไทย

      เมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นปีเฉลิมฉลองวาระการครบรอบ 150 แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - เยอรมัน ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองมากมาย รวมทั้งได้มีการตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย - เยอรมันหลายฉบับ อาทิ

      - หนังสือ “Graf Friedrich zu Eulenburg über seine Reise nach Siam” (การเดินทางสู่สยามของท่านเค้าท์ฟรีดริช ออยเลนบูร์ก) โดยอาจารย์อำภา โอตระกูล ได้แปลจดหมายของเค้าท์ออยเลนบูร์กเป็นภาษาไทยและเผยแพร่โดยมูลนิธิวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน

       - หนังสือ “SAWASDEEเรียบเรียงโดยนาย Andreas Stoffers จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Rosenheim และได้มีการเปิดตัวหนังสือในงานสัมมนาของสมาคมเยอรมัน ไทย (Deutsch-Thailändischen Gesellschaft)

       - หนังสือ “Deutschland und Thailand – 150 Jahre Diplomatie und Völkerfreundschaft” เขียนโดยศาสตราจารย์ Volker Grabowsky มหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก

      - หนังสือ “มหัศจรรย์แห่งเยอรมนี 60 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง” “150 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมนี” และ “Festschrift 150 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เยอรมนี อดีต-ปัจจุบัน-มุ่งสู่อนาคต” เล่มที่ 1 และ 2 จัดทำโดยกระทรวงการต่างประเทศและ ดร.พรสรรค์ วัฒนางกูร เป็นบรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน และ กงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครมิวนิก

       - หนังสือ 150 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-เยอรมัน : การทหาร จัดทำโดย น.อ. มานัต วงษ์วาทย์ อดีตรักษาการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน