Joom!Fish config error: Default language is inactive!
 
Please check configuration, try to use first active language

Das politische System

Royal Thai Embassy, Berlin

เศรษฐกิจสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

 

เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ ปี 2553

-  ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ในปี 2552 เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ หดตัว  5% และแต่เดิมคาดการณ์ว่า ในปี 2553 เศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 1.4%  และที่ผ่านมา รบ. เน้นดำเนินนโยบายหลัก 3 ประการคือ (1) รักษาเสถียรภาพทางศก. (2) การสะสมงบประมาณสาธารณะ (3) แสวงหาช่องทาง ที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

-  อย่างไรก็ดี สหพันธ์ฯ ฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและเห็นได้ชัดเจน  ปี 2553 ศก. เติบโตในอัตรา 3.6%  นับว่า แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่การรวมชาติ (ปี 2533) เป็นต้นมา ปัจจัยหลักคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การขยายตัวของ การส่งออก และในระยะหลัง การขยายตัวของตลาดภายในประเทศและการลงทุนภาคธุรกิจได้เข้ามามีบทบาทส่งเสริม ให้ศก. ขยายตัว

การส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณ 18%  มูลค่ารวมประมาณ 950,000 ล้านยูโร โดยในจำนวนนี้  59% ส่งออกไปยังตลาดยุโรป  ในขณะเดียวกัน เยอรมนีส่งออกไปยังประเทศในเอเชียมากกว่า 11% ของการส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะจีนซึ่งสัดส่วน ของการส่งออกของเยอรมนีไปจีนเพิ่มขึ้นเป็น 5.5%   ภาคอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ซึ่งเคยประสบปัญหาการสั่งซื้อลดลง 32% ในปลายปี 2551นั้น  ในช่วงปี 2552-2553 อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีปรับตัวดีขึ้นมากเพราะการสั่งซื้อจาก ต่างประเทศซึ่งเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีน ในปี 2553 เยอรมนีส่งออกรถเพิ่มขึ้น 24% คิดเป็นจำนวน 4,235,400 คัน  เพิ่มขึ้นจาก 3,425,626 คันในปี 2552   การผลิตรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น 12% คิดเป็นจำนวนรถที่ผลิตทั้งสิ้น 5,551,400 คัน

การนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน มูลค่ารวมมากกว่า 800,000 ล้านยูโร ทั้งนี้อุตสาหกรรมการส่งออกของเยอรมนีประสบปัญหา ราคาสินค้าที่ต้องนำเข้ามาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปรับตัวสูงขึ้น

-  ตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นตลอดทั้งปี จำนวนการจ้างงานในปี 2553 อยู่ที่ 40.5 ล้านคน  (สูงที่สุดตั้งแต่การรวมชาติ เป็นต้นมา)  อัตราการว่างงานอยู่ที่ 7.7 (ลดลง 0.5% จากปีก่อน) ซึ่งมาตรการ short-time work ของรบ. มีส่วนช่วยให้ภาค ธุรกิจปรับตัวเผชิญหน้ากับวิกฤติได้ดี

-  รายได้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาในทางบวกของตลาดแรงงานและ ราคาสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไม่มากนัก รวมทั้งมาตรการบรรเทาภาษีของรัฐบาล   ส่งผลให้การบริโภคในประเทศเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็น 0.3% ของ GDP ด้วย

-  จุดอ่อนสำคัญคือ ศก. เยอรมนีเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ในขณะที่ ศก. โลกมีแนวโน้มที่จะขยายตัวช้าลง ประกอบกับทิศทางเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลจากการเพิ่มของค่าใช้จ่าย ด้านพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อของประเทศใน ยูโรโซนโดยรวมก็เพิ่มสูงเกินระดับที่ธนาคารกลางยุโรปวางไว้  ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจัยสำคัญประกอบการคาดการณ์ทาง ศก.สหพันธ์ฯ ในปี 2554 และการกำหนดมาตรการ ศก. ของรบ.

- แม้ว่าสหพันธ์ฯ จะมีระบบการประกันสังคมที่ดี  แต่ในปี 2552 องค์กร Der Paritaetische  ซึ่งเป็น 1 ใน 5 องค์กรด้าน สวัสดิการสังคมที่สำคัญของประเทศได้จัดทำ Poverty Atlas ของสหพันธ์ฯ เป็นครั้งแรก และพบว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคม มีอยู่ โดยเฉพาะระหว่างรัฐทางตะวันออกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศที่มีอัตราความ ยากจน[1]สูง กว่ารัฐทางตอนใต้  และช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมีแนวโน้มมากขึ้น  ในปี 2552 อัตราความยากจนของสหพันธ์ฯ โดยรวมอยู่ที่ 14.6% ของคนเยอรมันทั้งหมด  ฝั่งตะวันออกของประเทศมีอัตราความยากจน 19.5% ในขณะที่อัตราความยากจนของคนในฝั่งตะวันตกของประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าคือ 13.3% ในภาพรวม อัตราความยากจนจะแปรผันตรงกับอัตราการว่างงาน ในแต่ละพื้นที่

สถานการณ์เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ ปี 2554

-  กระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของสหพันธ์ฯ คาดว่า เศรษฐกิจสหพันธ์ฯ จะขยายตัว  2.3% ในปี 2554 ในขณะที่สถาบัน เศรษฐกิจชั้นนำ 8 แห่งของสหพันธ์ฯ ได้นำเสนอรายงานร่วมกันและคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวถึง 2.8%

-  การสั่งสินค้าในภาคอุตสาหกรรมในเดือนก.พ. 2554  เพิ่มสูงขึ้น 2.4% จากเดือนม.ค. 2554

-  การส่งออกในเดือนก.พ. 2554 เพิ่มขึ้น 2.7% จากเดือนม.ค. 2554  และเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการส่งออกในเดือนก.พ. 2553 คาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีนี้ การส่งออกจะเพิ่มขึ้น 6.5%    ในขณะที่  การนำเข้าในเดือน ก.พ. 2554 เพิ่มขึ้น 3.7% จากเดือนม.ค. 2554  และเพิ่มขึ้น 27% จากสถิติเดือนก.พ. 2553

-  ตลาดแรงงานยังคงสดใส โดยคาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 320,000 คนในปีนี้ คิดเป็นจำนวนผู้มีงานทำ รวมประมาณ 40.8 ล้านคน  อัตราการว่างงานคาดว่าจะอยู่ที่ 7% (หมายเหตุ : World Bank คาดการณ์การเติบโตของประชากรของเยอรมนี ระหว่างปี 2553 – 2558 เฉลี่ยปีละ - 0.3%)

-  การบริโภคจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.6% จากปี 2553  ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเป็นประมาณ 2.4% ในปี 2554 และ 2% ในปี 2555

- เงินยืมภาครัฐ (government net borrowing) คาดว่าจะลดลงเหลือ 1.7% ของ GDP ในปีนี้  และ 0.9% ในปี 2555

อัตราส่วนหนี้ของรบ. ซึ่งเคยลดต่ำมาอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 74% ในปี 2554และจะลดต่ำกว่า 70% ภายในปี 2559

- ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในเดือนมี.ค. 2554 ลดลงเล็กน้อย (สำรวจนักธุรกิจ 7,000 คน ความเชื่อมั่นลดลงจาก 111.3 ในเดือนก.พ. 2554 เป็น 111.1) เป็นครั้งแรกหลังจากที่ความเชื่อมั่นฯ เพิ่มสูงขึ้นติดต่อกันมาแล้ว 9 เดือน แต่เป็นเรื่องที่ไม่ได้เหนือความคาดหมาย  เพราะเป็นการสำรวจความเห็นนักธุรกิจเยอรมัน หลังจากเหตุการณ์สึนามิและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น  อย่างไรก็ดีสถานการณ์โดยทั่วไปทางธุรกิจยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ทั้งภาคการผลิต การส่งออก การค้าปลีกและส่ง  และการก่อสร้าง แม้ว่าเอกชนเยอรมันจะมองอนาคตทางธุรกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้น สืบเนื่องจากปัจจัยหลายประการ อาทิ เหตุการณ์ในญี่ปุ่น สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือและสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของยุโรปซึ่งมีแนวโน้มภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นและ วิกฤติการเงินที่ยังคงส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกอียูอย่างต่อเนื่อง

- จากสถิติสถานะของแรงงานต่างด้าว พบว่าเพียง 1 ใน 3 ของแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะได้ประกอบอาชีพที่ตรงตามคุณสมบัติของตนเอง ในขณะที่คนเยอรมันที่ได้ทำงานตามคุณสมบัติมีจำนวนสูงกว่าเป็น 2 เท่า แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารมีเพียง 8% ในขณะที่ คนเยอรมันเกือบ 17% ได้รับโอกาสดังกล่าว [2] โอกาสที่แรงงานต่างด้าวจะไต่อันดับสู่การเป็นผู้บริหารจะเพิ่มสูงขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้าเพราะการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเยอรมัน  แต่แรงงานต่างด้าวควรจะพัฒนาทักษะภาษาเยอรมันและสร้าง network ไว้รองรับโอกาสนั้น ในขณะที่ หอการค้าและอุตสาหกรรมเยอรมัน (DIHK) ประเมินว่า ในขณะนี้ สหพันธ์ฯ ขาดวิศวกร ช่างผู้ชำนาญ และแรงงานที่มีฝีมือ 400,000 คน  สมาคมแพทย์เยอรมันให้ข้อมูลว่า  โรงพยาบาลของสหพันธ์ฯ ขาดแคลนแพทย์ 12,000 คน และบุคลากรทั่วไปทางการแพทย์ 3,000 คน

      ที่ผ่านมา นโยบายรบ. สหพันธ์ฯ ในการเปิดรับแรงงานต่างด้าวยังคงเน้นการให้โอกาสด้านอาชีพกับแรงงานต่างด้าว ที่ได้รับการศึกษาและฝึกฝนในสหพันธ์ฯ  ซึ่งในขณะนี้มีคนต่างด้าวที่มีทักษะประมาณ 300,000 คนในสหพันธ์ฯ  ซึ่งส่วนใหญ่มีวุฒิระดับอาชีวะศึกษา การถกเถียงกันในเรื่องการเปิดกว้างที่จะดึงดูดแรงงานมีฝีมือจากต่างประเทศ ดำเนินมาโดยตลอด  โดยการผลักดันของพรรค FDP

      ล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค. 2554  โดยการผลักดันของกระทรวงศึกษาและวิจัย (รมต. สังกัดพรรค CDU) รบ. ได้เห็นชอบกับการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองวุฒิการศึกษาของต่าง ประเทศ  ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเอื้อให้แรงงานต่างด้าวที่มีฝีมือในบางสาขาอาชีพมีโอกาส เข้าสู่ตลาดแรงงานเยอรมันมากขึ้นและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคต่างๆ ของประเทศ

นโยบายและมาตรการสำคัญของ รบ. สหพันธ์ฯ

-  เพื่อแก้ไขวิกฤติ  รบ. ได้ออกมาตรการกระตุ้นศก. 2 ครั้ง ซึ่งต้องใช้งบประมาณมากในการดำเนินมาตรการต่างๆ  ในขณะเดียวกัน รบ. ได้กำหนด  debt brake เพื่อควบคุมการกู้ยืมของภาครัฐไม่ให้สูงกว่า 0.35% ของ GDP ยกเว้นกรณีฉุกเฉินเช่น ภัยพิบัติธรรมชาติหรือการถดถอยทางศก. ขนานใหญ่  ซึ่งมาตรการนี้เริ่มใช้ตั้งแต่งบประมาณปี  2554  เพื่อรักษาสถานะเงิน งบประมาณของประเทศ  ทั้งนี้ รบ. สหพันธ์ฯ มีพันธะที่จะต้องใช้งบประมาณแบบสมดุลภายในปี 2559  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่า นี้ รบ. จึงได้กำหนดมาตรการรัดเข็มขัดซึ่งได้ผ่านทั้งสองสภาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 ม.ค. 2554  ได้แก่ (1) รบ. จะไม่จ่ายประกันบำนาญของผู้ได้รับประโยชน์จากสวัสดิการสังคม[3] (2) รบ. จะตัดเงินช่วยเหลือบุตรสำหรับผู้ได้รับประโยชน์ จากสวัสดิการสังคมและครอบครัวที่มีฐานะ และลดเงินช่วยเหลือบุตรสำหรับผู้มีงานทำ (3) ปรับลดกำลังทหารและยกเลิก การเกณฑ์ทหาร (เพื่อลดค่าใช้จ่ายทางการทหารของประเทศ) (4) เก็บภาษีธาตุที่เป็นแหล่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ (5) เก็บภาษี การบิน (ecological air traffic tax)  โดยรบ. คาดว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มรายได้สาธารณะปีละ 2,300 ล้านยูโร

-  กระทรวงเศรษฐกิจฯ ของสหพันธ์ฯ สรุปงานสำคัญด้านเศรษฐกิจของ รบ. ไว้ในรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2554 ดังนี้

(1)  เสริมสร้างความเข้มแข็งของตลาดภายในประเทศ

(2)  สร้างสมดุลระหว่างการแทรกแซงของภาครัฐกับกลไกตลาด  เพราะที่ผ่านมารัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจหลายรูปแบบ และถึงเวลาที่จะต้องผ่อนคลายมาตรการเหล่านั้นซึ่งครบกำหนดหรือใกล้จะครบ กำหนดสิ้นสุดแล้ว อาทิ short-time work ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนมี.ค. 2555   หรือการค้ำประกันและสินเชื่อภายใต้กองทุนสนับสนุนธุรกิจที่สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2553

(3) ดำเนินมาตรการสะสมงบประมาณสาธารณะ (consolidation package) โดยการลดการใช้จ่ายของภาครัฐ  ลดการอุดหนุน  เพิ่มการลงทุนในด้านการศึกษาและวิจัย (ทั้งนี้ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 12,000 ล้านยูโรสำหรับการลงทุน ในด้านการศึกษาและวิจัยจนถึงปี 2556) บรรเทาภาระภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนกลุ่มที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

(4) ปฏิรูปสถาบันการเงินและระบบการเงินทั้งหมดของประเทศ

(5) ผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจของยุโรป  โดยการปรับปรุงระบบการสอดส่องการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของ ประเทศสมาชิก เพื่อจะพบปัญหาและแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ  เสริมความแข็งแกร่งของ Stability and Growth Pact  เพื่อป้องกัน สภาวะทางการเงินที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต และสหภาพยุโรปจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในการแก้ไขปัญหา กรณีที่ รบ. ของประเทศสมาชิกประสบสภาวะล้มละลายหรือมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

(6) ส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสตรีและผู้สูงวัย รวมทั้งแรงงานที่มีฝีมือต่ำหรือผู้อพยพเพื่อเผชิญกับการ เปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเยอรมัน

(7) คงรูปแบบของการจ้างงานที่ไม่กำหนดค่าแรงขั้นต่ำฐานเดียวกันทั้งประเทศ แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของการต่อรอง ร่วมกันโดยเสรี (free collective bargaining)

(8) สนับสนุนการเรียนและฝึกอบรมตลอดช่วงชีวิตของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ

(9) สนับสนุนการตั้งธุรกิจและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs

(10) ดูแลไม่ให้การจ่ายค่าประกันสังคมเป็นภาระกับนายจ้างและลูกจ้างมากเกินไป โดยตั้งเป้าว่าจะให้เงิน ประกันสังคมที่นายจ้างและลูกจ้างจะต้องจ่ายร่วมกันอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 40% ของค่าจ้าง

(11) กระตุ้นการแข่งขันในทุกภาคธุรกิจ   รวมทั้งส่งเสริมการแข่งขันในตลาดก๊าซและไฟฟ้าด้วย

(12) พัฒนาคุณภาพของระบบขนส่งของประเทศ

(13) ผลักดัน Energy Concept  ซึ่งเป็นแผนพลังงานระยะยาวของประเทศจนถึงปี 2593 ที่จะครอบคลุมทั้งเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ

(14) ในกรอบพหุภาคี  รบ. สหพันธ์ฯ จะส่งเสริมหลักการของระบบเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (social market economy) ในเวทีระหว่างประเทศ   โดยการผลักดันให้มีกรอบ กฎเกณฑ์ กลไกระหว่างประเทศที่มีเสถียรภาพและเชื่อถือ ได้ในการกำกับดูแลการเปิดกว้างของตลาด  เยอรมนีเน้นการเปิดกว้างของตลาดสินค้าและบริการ ลดอุปสรรคทางการค้า และการปรับปรุงเงื่อนไขการลงทุนข้ามพรมแดน   เยอรมนีสนับสนุนให้การเจรจารอบโดฮาบรรลุผลโดยเร็วเพื่อให้ได้ข้อตกลง ที่สมดุลและครอบคลุม  รวมทั้งคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา  นอกจากนั้น เยอรมนียังสนับสนุน FTAs ระหว่างอียูกับประเทศคู่ค้าซึ่งเยอรมนีเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมและเกื้อกูลความตกลงพหุภาคีภายใต้กรอบ WTO

 


[1] อ้างอิงจาก www.amtliche-sozialberichterstattung.de คำนิยามของอัตราความ ยากจนตามมาตรฐานอียู คือ คนที่มีรายได้น้อยกว่า 60% ของรายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ ซึ่งในกรณีของสหพันธ์ฯ  poverty threshold ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณในปี 2552 คือ คนโสดที่มีรายได้ต่ำกว่า 801 ยูโรต่อเดือน หรือคู่แต่งงานที่มีบุตร 2 คนอายุต่ำกว่า 14 ปี ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,683 ยูโรต่อเดือน   อัตราความยากจนของสหพันธ์ฯ ในปี 2552 ก็นำมาจากแหล่งอ้างอิงเดียวกัน

[2] นาง Ingrid Jungwirth  ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ย้ายถิ่นฐานของมหาวิทยาลัย Humboldt ให้ข้อมูลกับ Deutsche Weller

[3] คนที่ตกงานเป็นเวลานานจนเงินสะสมสำหรับการประกันการตกงานของตนเองได้หมดไปแล้ว


หมายเหตุ เอกสารฉบับนี้ประมวลมาจากแหล่งข้อมูลดังนี้

- “2011 Annual Economic Report” จัดทำโดยกระทรวงเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสหพันธ์ฯ ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ www.bmwi.de - เว็บไซต์ของ Federal Statistics Office (http://www.destatis.de)

- เว็บไซต์ http://www.amtliche-sozialberichterstattung.de ซึ่งเป็นการรายงานข้อมูลทางการในด้านสังคม โดยการประสานข้อมูลระหว่างสำนักงานสถิติแห่งสหพันธ์ฯ กับสำนักงานสถิติของรัฐต่างๆ - 2010 World Development Indicators, World Bank

- เว็บไซต์ dw-world.com

- เว็บไซต์ spiegelonline.com

- เว็บไซต์ Automotiveworld.com ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก German Association of the Automotive Industry (VDA)

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน 20 เมษายน 2554